www.avaccount.com > บอร์ดบัญชีและภาษี

ค่าจ้างทำของ

(1/4) > >>

เอ:
เนื่องจากสนง.บัญชีบอกว่างค่าจ้างทำของเป็น 40(8) เสมอจริงหรือไม่

อ้วน:
ก่อนที่ผมจะขอแสดงความคิดเห็นไว้  ผมขอทำความเข้าใจก่อนครับว่า  " ค่าจ้างทำของ " หรือ สินจ้างตามสัญญาจ้างทำของ  มีลักษณะเป็นเงินได้จากการรับทำงานให้  โดยความสัมพันธ์ระหว่างผู้จ่ายเงินได้กับผู้รับเงินได้จะมีลักษณะเป็น "ผู้ว่าจ้าง" กับ "ผู้รับจ้าง"  มิใช่  นายจ้าง กับ ลูกจ้าง  เงื่อนไขในการจ่ายเงินได้จะจ่ายโดยมุ่งผลสำเร็จของงานเป็นสำคัญ  หากผู้รับจ้างทำงานไม่สำเร็จตามที่ตกลงกัน  ผู้ว่าจ้างอาจไม่จ่ายค่าจ้างก็ได้  แต่ผู้ว่าจ้างจะไม่มีอำนาจบังคับบัญชาสั่งการผู้รับจ้าง  ผู้ว่าจ้างมีอำนาจเพียงติดตามความคืบหน้าเร่งรัดตรวจตราผลงานได้เป็นครั้งคราวเพื่อให้ผลงานเสร็จตามกำหนดเวลา  และได้คุณภาพตามที่ตกลงกัน   ซึ่งจากลักษณะดังกล่าวอาจพิจารณาออกเป็นเงินได้พีงประเมินตามมาตราต่างๆ  ได้ดังนี้



1.  เงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 ( 2 )  นี้ ผู้รับจ้างสามารถรับทำงานได้เองทั้งหมด  โดยลำพังแต่เพียงผู้เดียวโดยไม่ต้องจ้างช่วง  หรือทำเองได้เกือบทั้งหมด  และเป็นงานที่ไม่มีค่าใช้จ่ายสูงมาก  จึงเป็นจุดที่แตกต่างจากเงินได้พีงประเมินตามมาตรา 40 ( 8 )  ซึ่งโดยทั่วไปจะมีค่าใช้จ่ายสูง  นอกจากนี้ผู้รับจ้างไม่จำเป็นต้องใช้วิชาชีพ ก็อาจรับทำงานได้จึงเป็นจุดที่แตกต่างจากเงินได้ตามมาตรา 40 ( 6 )  และผู้รับจ้างไม่ต้องจัดหาสัมภาระสำคัญเองจึงเป็นจุดที่แตกต่างจากเงินได้จากการรับเหมาตามมาตรา 40 ( 7 )



2.  เงินได้พีงประเมินตามมาตรา 40 ( 6 )   จะมีกรอบแนวคิดของวิชาชีพอิสระสำคัญ  4  ประการดังนี้

2.1  วิชาชีพ  หมายถึง  อาชีพที่ต้องใช้วิชาการโดยมีการฝึกฝนวิชาแขวงนั้นๆ  จนชำนาญ เป็นพิเศษจึงจะสามารถประกอบอาชีพได้  คนทั่วไปไม่สามารถเข้ามาประกอบอาชีพได้  เช่น  อาชีพแพทย์  ทนายความ  นักบัญชี  สถาปนิก  วิศวกร  เภสัชกร  เป็นต้น

2.2  อาชีพที่จะถือเป็น  วิชาชีพอิสระ  มักจะต้องมีองค์กรควบคุมดูแล  หรือรับรองคุณสมบัติของผู้ที่จะเข้ามาประกอบวิชาชีพนั้นๆ  ด้วย

2.3  วิชาชีพอิสระเป็นอาชีพที่มีเจตนามุ่งรับใช้สังคม  เช่น แพทย์ต้องรักษาผู้ป่วยโดยไม่เลือกว่าเป็นมิตรหรือศัตรู  เป็นต้น

2.4  การประกอบวิชาชีพอิสระส่วนใหญ่  จะมีกฏหมายรองรับเพื่อควบคุมการประกอบวิชาชีพนั้นๆ  



3.  เงินได้พึงประเมินตามมาตรา  40 ( 7 )   ได้แก่  เงินได้จากการรับเหมาที่ผู้รับเหมาต้องลงทุนด้วยการจัดหาสัมภาระในส่วนสำคัญนอกจากเครื่องมือ   ไม่ใช่รับเหมาเฉพาะแรงงานอย่างเดียว  เช่น  การรับเหมาก่อสร้างบ้านที่ผู้รับเหมาต้องลงทุนจัดหาสัมภาระในการก่อสร้างมาเอง  เช่น อิฐ  หิน  ปูน  ทราย หรือ วัสดุจำเป็นอื่นๆ  ในการก่อสร้าง  ค่าตอบแทนจะถือเป็นเงินได้ตามมาตรา  40 ( 7 )



4.  เงินได้พึงประเมินตามมาตรา  40 ( 8 )  การให้บริการหรือรับจ้างทำของ  ซึ่งค่าตอบแทนจะถือเป็นเงินได้ตามมาตรา 40 ( 8 )  จะต้องมีลักษณะ 3  ประการดังนี้

4.1  คู่สัญญาสัมพันธ์กันในลักษณะผู้ว่าจ้างกับผู้รับจ้าง  ตามสัญญาจ้างทำของ  การจ่ายค่าตอบแทน ( ค่าจ้างทำของ )  จะจ่ายโดยมุ่งความสำเร็จของงานเป็นสำคัญ  เช่นเดียวกับเงินได้ตามมาตรา 40 ( 2 )  40 ( 6 )  และ 40 ( 7 )

4.2  ผู้รับจ้างต้องมีค่าใช้จ่ายสูง  กล่าวคือ  ผู้รับจ้างไม่สามารถทำงานได้เองโดยลำพัง  แต่จำเป็นต้องมีการจ้างพนักงาน  มีการจัดหาเครื่องมือในการประกอบอาชีพ  เครื่องจักร  หรืออาจต้องสร้างโรงงาน  จึงจะสามารถทำงานได้เสร็จ   ส่วนจะครอบคลุมธุรกรรมใดบ้าง  และมีค่าใช้จ่ายสูงระดับใดนั้น  ยังไม่มีกฏหมายกำหนดไว้เป็นการแน่นอน   แต่อย่างน้อยสามารถพิจารณาตัวอย่างของบางธุรกรรมที่กำหนดค่าใช้จ่ายที่ยอมให้หักเหมา  เริ่มตั้งแต่อัตราร้อยละ 65  ถึง 85  โดยระบุธุรกรรมไว้ถึง  43  ประเภท  ซึ่งถือเป็นเพียงส่วนหนึ่งของธุรกรรมที่ก่อให้เกิดเงินได้ตามมาตรา 40 ( 8 )

4.3  ผู้รับจ้างเหมาเฉพาะแรงงาน  ไม่ต้องรับเหมาจัดหาสัมภาระในส่วนสำคัญนอกเหนือจากเครื่องมือประกอบอาชีพ   การจัดหาสัมภาระ  วัสดุ  วัตถุดิบที่สำคัญ  ผู้ว่าจ้างต้องรับผิดชอบเอง



สรุป  ในความเห็นส่วนตัวผม  ผมคงจะต้องพิจารณาในรายละเอียดเพิ่มเติม  ก่อนตัดสินใจว่าจะถือเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตราใดครับ

เอ:
พอจะเข้าใจที่คุณอ้วนอธิบายนะคะ แต่มีข้อสังสัยว่า หากค่าจ้างทำของนี้เข้าเป็น 40 (2) ไม่ว่าผุ้รับเป็นใครนอกจากมูลนิธิให้หักร้อยละ 3 หรือจะหักตามมาตรา 50(1)

เช่นค่าบริการทำความสะอาด หรือค่าวิทยากร เป็นต้น

อ้วน:
ถ้าเป็นเงินได้ตามมาตรา 40 ( 1 ) และ 40 ( 2 )  จะต้องหักตามมาตรา 50 ( 1 )  ครับ  เพียงแต่ในทางปฏิบัติ ผู้รับอาจจะไม่ใช่ลูกจ้างเราโดยตรง  จึงทำให้ยุ่งยากเวลาที่จะคำนวณภาษีหัก ณ ที่จ่าย  ดังนั้นจึงมีบางกิจการที่หักเหมาไว้ร้อยละ 5 บ้าง หรือ ร้อยละ 10 บ้าง  จากการสอบถามจากทางเจ้าหน้าที่สรรพากร  ก็ให้ความเห็นว่า  ถ้าจะคำนวณเหมาแล้วไม่ทำให้ตัวภาษีหัก ณ ที่จ่ายต่ำกว่าวิธีที่คำนวณตามมาตรา 50 ( 1 )  ก็สามารถทำได้ครับ

เอ:
ขอบคุณค่ะ

นำร่อง

[0] ดัชนีข้อความ

[#] หน้าถัดไป

ตอบ

ไปที่เวอร์ชันเต็ม