www.avaccount.com > บอร์ดบัญชีและภาษี

ค่าบริการขนส่งที่ต้องมีภาษีมูลค่าเพิ่ม

(1/1)

sitaya:
บ.ตั้งขึ้นตามกม.ไทย จดทะเบียนขนส่ง และบริการ การให้บริการกับลูกค้า 1 รายจะมีทั้งขนส่งและบริการควบคู่กันไป
โดยบริษัทออกใบแจ้งหนี้เดือนละ 1 ครั้ง โดยแยกเป็น 2 รายการ คือ ค่าบริการ+vat7% และค่าขนส่งไม่มี VAT
ต่อมาสรรพากรเข้ามาตรวจสอบกิจการแล้วพบใบแจ้งหนี้ใบดังกล่าว จนท.สรรพากรแจ้งว่าค่าขนส่งที่เกิดจากการให้บริการ
ถึงแม้จะใช้รถของตัวเอง หรือใช้ sub contact ค่าขนส่งนี้ถือเป็นการให้บริการต่อเนื่อง ให้เรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มด้วย
ต่อให้การบริการ+และค่าขนส่งจะเกิดขึ้นคนละวันก็ตาม

รวมทั้งสรรพากรให้เขียนรายละเอียดของงานบริการ+ขนส่งที่เกิดขี้นพร้อมทั้งจับคู่กับต้นทุนบริการ+ต้นทุนขนส่ง ว่าคิดคำนวณยังไง
ขั้นตอนงานเป็นยังไง

รบกวนให้คำแนะนำด้วยค่า เพราะที่บ.มักจะให้บริการ+ขนส่งกับลูกค้า 1 เจ้า ไปตลอดเลยค่ะ แล้วแบบนี้ต้องเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม7% ทุกรายไปเลยหร๋อคะ

ขอบคุณมากค่าๆ

dangsc:
เนื่องจากการดำเนินธุรกิจของแต่ละบริษัทมีรายละเอียดที่แตกต่างกันดังนั้นจึงขออ้างอิงข้อหารือที่กรมสรรพากรเคยวินิจฉัยไว้ด้านล่าง

กรณีที่บริษัทจดทะเบียนให้บริการขนส่งเป็นปกติธุระ และให้บริการ กรมสรรพากรเคยมีข้อหารือที่ กค0706/8419 ลงวันที่ 9 ตุลาคม 2549
 [http://www.rd.go.th/publish/32873.0.html] เป็นแนวทางดังนี้
1. กรณีบริษัทประกอบกิจการขนส่งสินค้าเป็นปกติธุระเป็นส่วนใหญ่
     1.1. หากออกบิลเป็นยอดรวมกัน บริษัทต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มจากยอดรวม และผู้จ่ายเงินต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายอัตราร้อยละ3
     1.2. หากแยกยอดค่าบริการและค่าขนส่งต่างหากจากกันชัดแจ้ง
            --ค่าบริการต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม ผู้จ่ายต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายอัตราร้อยละ3
            --ค่าขนส่งถือเป็นการให้บริการขนส่งสินค้าในราชอาณาจักร ได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม(มาตรา81(1)(ณ)) ผู้จ่ายต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายอัตราร้อยละ1

2. กรณีบริษัทไม่ได้ประกอบกิจการขนส่งสินค้าเป็นปกติธุระเป็นส่วนใหญ่
     2.1. ไม่ว่าจะแยกค่าบริการและค่าขนส่งหรือไม่ถือเป็นการให้บริการทั้งจำนวน ต้องเสียภาษีมูลค่า
             เพิ่มผู้จ่ายต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายอัตราร้อยละ3ของค่าบริการและค่าขนส่งรวมกัน

   ประเด็นที่บริษัทต้องชี้แจงเจ้าหน้าที่กรมสรรพากรที่เข้าตรวจส่วนหนึ่งอาจอ้างอิงข้อหารือข้างต้น ซึ่งพิจารณาเบื้องต้นถือว่าเทียบเคียงได้ แต่มีประเด็นที่อาจเป็นข้อถกเถียงคือ คำว่า"การประกอบกิจการเป็นปรกติธุระ" ผมไม่แน่ใจว่ากรมสรรพากรมีแนวทางพิจารณาว่าบริษัทประกอบกิจการเป็นปรกติธุระเป็นอย่างไร แนวทางที่อาจใช้ ดูว่าบริษัทมีใบอนุญาตประกอบการขนส่งหรือไม่ (แต่เคยมีข้อหารือที่กค 0706/พ./5896 วันที่  13 กรกฎาคม 2549 วินิจฉัยว่าแม้ไม่มีใบอนุญาต และไม่มีรถขนส่งเป็นของตัวเองก็ยังประกอบกิจการขนส่งได้)
ทั้งนี้ได้ลองค้นหาข้อมูลที่มีการตีความคำว่า"เป็นปรกติธุระ"ดังนี้
คำว่า"เป็นปกติธุระของตน คือ ประกอบอาชีพในการรับขนอยู่เป็นประจำ มิใช่รับขนเป็นครั้งคราว"
[อ้างอิง http://www.fpmconsultant.com/htm/advocate_dtl.php?id=1186]
ถ้าสรุปไม่ได้บริษัทอาจต้องทำข้อหารือเพื่อสอบถามไปยังกรมสรรพากรโดยตรง ระยะเวลาในการตอบประมาณ3-6เดือน

ประเด็นเพิ่มเติม:หากสรรพากรยอมรับในเรื่องการขนส่ง กับค่าบริการ ตามที่บริษัทปฏิบัติอยู่ บริษัทจะดำเนินธุรกิจทั้งที่เสียภาษีมูลค่าเพิ่มและไม่เสียภาษีมูลค่าเพิ่ม ต้องพิจารณาเรื่องการแยกใบกำกับภาษีซื้อที่ใช้ในการประกอบธุรกิจที่เสียภาษีมูลค่าเพิ่ม และไม่เสียภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือ การใช้วิธีเฉลี่ยภาษีซื้อระหว่างกิจการที่เสียภาษีมูลค่าเพิ่มและกิจการที่ไม่เสียภาษีมูลค่าเพิ่ม (ดูประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 29)เรื่องกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการเฉลี่ยภาษีซื้อตามมาตรา 82/6)

หากสัดส่วนรายได้จากธุรกิจที่เสียภาษีมูลค่าเพิ่มไม่น้อยกว่าร้อยละ90 ก็จะไม่มีประเด็นนี้

sitaya:
ขอบคุณมากๆ ค่า

ตอนนี้กำลังทำรายละเอียดของงานตามใบแจ้งหนี้ที่ออกค่าบริการ+vat7% และ ค่าขนส่งไม่มี VAT ในบิลใบเดียวกันอยู่ค่ะ

บริษัทจดทะเบียนขนส่งด้วยค่ะ และให้บริการขนส่งเป็นปกติธุระ สัดส่วนของรายได้ค่าบริการและค่าขนส่ง ประมาณ80:20 ค่ะ

บริษัทมีการเฉลี่ยภาษีซื้อตามสัดส่วนของรายได้แต่ละปีมาตลอดค่ะ โดยบริษัทแยกแผนกที่ให้บริการ และขนส่งออกจากกันอย่างชัดเจน เช่นคชจ.แผนกขนส่ง ไม่ใช้ VAT ซื้อเลย แต่ถ้าคชจ.แผนกให้บริการจะใช้VAT ซื้อ และคชจส่วนกลางที่ใช้ร่วมกันทั้งบริการ & ขนส่ง จะใช้ VAT ซื้อโดยวิธีเฉลี่ยภาษีค่ะ

แต่สรรพากรมองว่าการที่บริษัทจดทะเบียนทั้งบริการ+ขนส่ง การที่คนๆ หนึ่งไปติดต่อธุรกิจ หรือเสนอขายบริการให้กับลูกค้า ก็ต้องเสนอว่าบริษัทฯ สามารถให้บริการทั้งงานบริการ และงานขนส่ง เพราะฉะนั้นต้องเฉลี่ยภาษีซื้อทั้งหมด เว้นเสียแต่ คชจ.รายการไหนจำเพาะเป็นของงานขนส่ง จึงไม่ใช้ VAT ซื้อรายการนั้นๆ ค่ะ

กรณีได้ไปชี้แจงทางสรรพากรแล้วได้อ้างอิงข้อหารือข้างต้น แล้วหาข้อสรุปไม่ได้ คุณdangsc แนะนำให้ทำข้อหารือเพื่อสอบถามไปยังกรมสรรพากรโดยตรงนั้น สามารถกระทำได้เลยก่อนที่จะไปชี้แจงกับจนท.ไหมคะ แล้วเราจำเป็นต้องแจ้งจนท.ไหมคะ ว่าได้ทำข้อหารือไปแล้ว ขอให้รอข้อสรุปจากข้อหารือนั้น **สามารถกระทำได้ไหมคะ**

นอกจากปัญหาดังกล่าวข้างต้นแล้ว ยังประสบปัญหาเรื่องยื่นแบบ ภงด.51 ปี 2552 ขาดไป 25% และไม่เข้าหลักเกณฑ์ว่า มากกว่ากึ่งหนึงของภาษีเงินได้ปีก่อนด้วยค่ะ ทางจนท.สรรพากรแนะนำให้ทำหนังสือชี้แจงพร้อมเอกสารประกอบ

แล้วจนท.สรรพากรจะนำส่งภาคให้ตรวจสอบว่าเหตุผลที่ชี้แจงยอมรับได้ไหม ทั้งนี้บ.ได้ชี้แจงปากเปล่าไปแล้วค่ะ ว่าที่ยื่นต่ำไปเพราะ เนื่องจากบ.ให้บริการ+ขนส่งรถเพื่อส่งออกนอกประเทศเป็นหลัก และคาดว่าในปี 2552 จะมีรายได้ต่ำลงมากเนื่องจาก hamburger crisis ในอเมริกา ซึ่งจะผลกระทบต่อมาถึงตลาดในเอเซีย ทำให้เราประมาณรายได้ต่ำกว่าปกติ แต่เหตุการณ์ไม่เป้นดังคาดเพราะอุตสาหกรรมยานยนต์ในบ้านเราสามารถรักษากำลังการผลิต กอรปกับออกแบบโมเดลรถใหม่ๆ ในเดือน ก.ย ปี 2552 ทำให้ยอดขายของบริษัทดีกลับขึ้นมามากจากที่ประมาณการไว้ค่ะ

จนท.สรรพากรรับฟังแล้วบอกว่า เหตุผลฟังได้ แต่ทั้งนี้สให้ทำหนังสือชื้แจงเข้ามาด้วย พร้อมท้งเอกสารประกอบรายได้ของเดือน ก.ย ปี 2552 และเปรียบเทียบรายได้ในเดือนเดียวกันย้อนหลังไปอีก 2 ปี คือ 2551 และ 2550 รายได้ที่สรรพากรกล่างถึง คือรายได้ตามแบบ ภพ.30 ค่ะ เท่ากับว่าดิฉันต้องทำรายการกระทบยอด ภงด.50 & ภพ.30 ด้วยค่ะ

แต่หัวหน้าทีมนะสิคะ บอกว่าถ้ายอดไม่เยอะมาก ก้อจ่ายมาเลยก้อได้นะ เพราะที่ผ่านมาไม่เคยมีใครรอดสักคนค่ะ พร้อมทั้งขอดูยอดที่ต้องเสีย อืม 1.2 ล้าน งั้นลองทำหนังสือเข้ามาก้อแล้วกันนะ -- ฟังแล้วเครียดเลยค่ะ เงินไม่ใช่น้อยๆๆ

นี่ขนาดว่าบริษัทฯได้รับเลือกให้เป็นบริษัทดีเด่นที่มียอดเสียภาษีสูงที่สุดในเขตแล้วนะคะเนี่ยะ

**ข้อคำแนะนำเรื่องหนังสือชี้แจงเรื่องยื่นแบบภงด.51ต่ำไป 25% ด้วยค่ะ**

ขอบคุณมากๆ ค่า

dangsc:
ถ้าจบกันไม่ลงคงต้องทำเป็นข้อหารือสอบถามความเห็นจากกรม เพื่อจะได้เป็นแนวทางที่บริษัทจะใช้ต่อไปครับ
การทำข้อหารือสามารถทำได้เลยครับ จากที่เคยอ่านพบว่ามีทั้งทางสรรพกรทำข้อหารือไปสอบถามกรมสรรพากรเองและที่บริษัทสอบถามเอง
ที่ถามว่าเจ้าหน้าที่มองว่าเมื่อขายบริการบริษัทก็แนะนำค่าขนส่งเป็นความเห็นส่วนตัวของเจ้าหน้าที่ต้องแยกไว้ครับ เพราะถ้าบริษัทแยกเป็นสองบริษัทและเวลาขายคนขายคนเดียวก็ทำเหมือนกัน อย่างนี้บริษัทที่แยกมาทำขนส่งก็คงต้องเสียVATด้วย ก็คงแปลกครับ
สำหรับหลักการเฉลี่ยภาษีซื้อ หรือการแยกใบกำกับภาษีระหว่างกิจการขนส่ง(ยกเว้นVAT) และกิจการบริการ(เสียVAT) ตามประกาศอธิบดีฉบับที่29 ผมมีความเห็นว่าบริษัทต้องเลือกเอาวิธีใดวิธีหนึ่ง คือเฉลี่ยหรือไม่เฉลี่ย เพราะทั้งสองวิธีทำพร้อมกันไม่ได้
ถ้าคิดว่าวิธีเฉลี่ยเหมาะกับหน่วยธุรกิจที่ทำอยู่ก็ใช้วิธีเฉลี่ยต่อไป เพียววิธีเดียว

ส่วนเรื่องการประมาณกำไรขาดเกินกว่าร้อยละ25ของกำไรทั้งปี เหมือนที่เจ้าหน้าที่บอกครับคือมีเหตุผล แต่เมื่อไปถืงสรรพากรที่มีอำนาจพิจารณาก็ต้องก็เป็นดุลยพินิจ บริษัทต้องเขียนเหตุผลที่จะเป็นประโยชน์ต่อการพิจารณา คงแนะนำได้เพียงเท่านี้ครับ

ที่หัวหน้าทีมบอกให้เสียๆไปเงินไม่มาก ก็เพราะอยากได้ผลงานเป็นเม็ดเงินเข้ากรม แต่บริษัทก็ไม่ควรคล้อยตามทั้งหมด พิจารณาความเหมาะสมตามที่ถามมา ซึ่งก็ถือว่าถูกต้องครับ ส่วนที่ควรเสียก็เสียให้ถูก แต่ถ้าไม่ควรเสียก็ไม่ควรเสีย แต่ก็รักษาความสัมพันธ์กับเจ้าหน้าที่ฯไว้ครับ เพื่อจะได้ขอคำแนะนำจากเจ้าหน้าที่ฯได้ มีมิตรเพิ่มดีกว่าครับ

sitaya:
ขอบพระคุณมากๆ ค่า

ได้ข้อสรุปเป็นอย่างไร จะมาแจ้งให้ทราบนะคะ

นำร่อง

[0] ดัชนีข้อความ

ตอบ

ไปที่เวอร์ชันเต็ม